ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์?

ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ คืออะไร
 
ไม่ว่าทางธนาคารเขาจะเรียกว่า “โครงการฝากเงิน”, “เงินออมแบบพิเศษ”, “เงินทุนเพื่อการเกษียณ” หรืออะไรก็แล้วแต่ ยังไงเสียมันก็คือประกันชีวิตประเภทหนึ่งที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์” หรือ “ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์” (Endowment) นั่นแหละครับ (เพราะฉะนั้นถ้าต่อไปนี้ธนาคารเชื้อเชิญให้มาฝากเงินในโครงการ… เมื่อไหร่ ให้ตอบเจ้าหน้าที่เขาไปเลยนะครับว่า “ประกันออมทรัพย์อะไร? ฝากกี่ปี คุ้มครองกี่ปี? จะเสนอขายอะไรก็ว่ามา” เพื่อเป็นการประกาศให้รู้ว่า “ฉันรู้เท่าทันแกนะเฟร้ยยย อย่ามาอ้อมค้อม”

     แต่ประกันแบบสะสมทรัพย์ ก็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของแบบประกันชีวิตที่มีอีกหลายๆแบบ ซึ่งจะมีกี่แบบ แต่ละแบบมีจุดเด่นจุดด้อยยังไง เหมาะกับความต้องการแบบไหน เรามาดูกันเลยดีกว่าครับ

1. ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life) คือประกันชีวิตประเภทที่เน้นการคุ้มครองระยะยาว โดยเราต้องจ่ายเบี้ยประกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี แต่ให้การคุ้มครองเราตลอดชีพ หรือจนถึงอายุ 90 ปี หรือ 99 ปี เป็นต้น โดยที่ตลอดระยะเวลา ส่วนใหญ่จะไม่มีเงินคืน (หรือถ้ามีก็จะมีประเภทตลอดชีพที่จ่ายปันผล ซึ่งปันผลจะได้เท่าไหร่ขึ้นอยู่กับการบริหารการลงทุนของบริษัทประกัน) ข้อดีก็คือ เบี้ยค่อนข้างถูก แถมยังคุ้มครองนานอีกด้วย เหมาะกับผู้ที่มีภาระรับผิดชอบยาวนาน หรือต้องการวางแผนสร้างกองมรดกให้ลูกหลาน แต่ข้อเสียก็คือ ไม่มีเงินคืน หากต้องการเงินคืนเป็นก้อนใหญ่ต้องปิดกรมธรรม์ แล้วเวนคืนมูลค่าเงินสด ทำให้ต้องหยุดการคุ้มครองไปด้วย (อาจจะใช้เมื่อคิดว่าไม่จำเป็นต้องการการคุ้มครองแล้ว) และอาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่ได้ต้องการการคุ้มครองนานถึงตลอดชีพ

2. ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term) คือประกันชีวิตที่เน้นการคุ้มครองระยะสั้น โดยเราเลือก ช่วงเวลาในการจ่ายเบี้ยและรับการคุ้มครองได้เอง ตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น 5 ปี / 10 ปี / 15 ปี เป็นต้น (อยากคุ้มครองกี่ปีก็จ่ายเบี้ยเท่ากับจำนวนปีนั้นๆ) จุดเด่นก็คือ เลือกระยะเวลาคุ้มครองเองได้ และถือเป็นแบบประกันที่เบี้ยประกันถูกที่สุด แต่ข้อเสียคือ ไม่มีมูลค่าเงินสดกรมธรรม์ เพราะเบี้ยประกันเป็นแบบจ่ายทิ้งปีต่อปี (เหมือนประกันรถยนต์หรือประกันสุขภาพ)

3. ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment) คือประกันชีวิตที่เน้นการออมเงินในแบบที่เราคุ้นเคยกัน โดยมีทั้งแบบระยะสั้น กลาง ยาว ตั้งแต่ 3-5 ปี ยาวไปจนถึง 25-30 ปีก็มี จุดเด่นก็คือ เป็นการออมที่การันตีเงินเป้าหมาย ปราศจากความเสี่ยง และช่วยสร้างวินัยในการออมให้เราในเชิงบังคับ (เพราะไม่สามารถถอนเงินออกจากกรมธรรม์ได้) แต่ข้อเสียก็คือ ทุนประกันที่ได้ไม่สูง (เมื่อเทียบกับแบบประกันอื่นๆ หากต้องจ่ายเบี้ยประกันที่เท่ากัน) จึงไม่เหมาะกับการทำเพื่อการคุ้มครอง และผลตอบแทนจากการออมก็ไม่สูง เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น


4. ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) คือ ประกันชีวิตที่เน้นการออมเงินคล้ายๆกับแบบสะสมทรัพย์ แต่แบบบำนาญจะเป็นการออมเงินเพื่อการเกษียณโดยเฉพาะ โดยจะต้องออมอย่างต่อเนื่องจนถึงอายุเกษียณ (เช่น 55, 60 หรือ 65 ปี แล้วแต่แบบ) แล้วหลังเกษียณจะมีเงินคืนจากแบบประกันทุกๆปี ไปจนกระทั่งอายุ 85 หรือ 90 ปี จุดเด่นจุดด้อยก็เช่นเดียวกับแบบสะสมทรัพย์ แต่แบบบำนาญจะมีผลตอบแทนสูงกว่าเล็กน้อยและมีเงินคืนที่ยาวนาน สำหรับไว้ใช้เพื่อการเกษียณโดยเฉพาะ

5. ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (Unit Link) คือประกันชีวิตที่นำเบี้ยส่วนหนึ่งของเราไปลงทุนในกองทุนรวม โดยที่เราสามารถเลือกกอง จัดพอร์ตการลงทุนได้เอง และเบี้ยอีกส่วน จะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการทำประกันคุ้มครองชีวิต จุดเด่นก็คือ มีความยืดหยุ่นสูง สามารถกำหนดเบี้ยจ่าย, ทุนประกัน, ระยะเวลาจ่ายเบี้ย และระยะเวลาคุ้มครองเองได้ และมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าแบบประกันทุกรูปแบบ รวมถึงมีระบบในการบริหารการลงทุนอัตโนมัติ ทั้งการปรับสมดุลพอร์ต และการทำ DCA แต่จุดด้อยก็คือ มีความเสี่ยงจากการลงทุนเพิ่มเข้ามา ทำให้เกิดความไม่แน่นอนของผลตอบแทน และเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ลงทุนอื่น (เช่นกองทุนรวม) จะพบว่า ด้วยระดับความเสี่ยงที่เท่ากัน ผลตอบแทนจากยูนิตลิงค์จะต่ำกว่า (เพราะต้องถูกหักค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเพิ่ม)

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ กับเงินฝากธนาคาร แตกต่างกันตรงไหน

หลายครั้งที่เราได้รับโทรศัพท์มาขายประกันชีวิต และสิ่งที่คนขายมักจะบอกกับเรา คือ ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ ก็เหมือนกับการออมเงิน ให้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากประจำอีก หรือให้ผลตอบแทนเทียบเท่ากับการลงทุนในกองทุนรวม อีกทั้งยังแนะนำให้เราตัดเงินจากบัตรเครดิตอีก แล้วก็เชิญชวนว่าแทนที่จะเอาบัตรไปซื้อของก็เอามาออมกับประกันชีวิตแบบนี้ดีกว่า ส่งไม่กี่ปี ก็ได้เงินแล้ว แถมยังไปลดหย่อนภาษีได้อีก ….. อีกมากมายที่เจ้าหน้าที่จะเชิญชวนให้เรามาทำประกัน
หรืออีกกรณีที่ Classic มาก มากและเจอกันบ่อยตามหน้า Social Media ที่จะมาโพสให้ระวังกัน คือ การทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ของพ่อแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ของเรา ที่ส่วนใหญ่จะถูกชักชวน โน้มน้าวจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่า ประกันแบบนี้ คือ การฝากเงิน แต่มักจะไม่ค่อยอธิบายให้ละเอียดว่ามันต่างจากการฝากเงินยังไง และส่วนใหญ่เมื่อพ่อ แม่ หรือบรรดาลุง ลุง ป้า ป้า ของเราที่ไปทำมาแล้ว มักจะมารู้ตัวกันทีหลัง ก็จะเกินช่วงเวลายกเลิกการทำประกันและได้เงินคืนทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและน่าเห็นใจมาก เพราะเงินที่เค้าเอาไปซื้อประกันแบบนี้มันคือ เงินสะสมทั้งชีวิตการทำงานเลยทีเดียวก็ว่าได้ แล้วกว่าจะได้คืน ส่วนใหญ่ก็ 10 ปีขึ้นไป และไม่รู้ว่าต้องหาเงินมาจ่ายค่าเบี้ยประกันด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันทุกปีตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ เพราะจะเข้าใจว่าจ่ายครั้งเดียว และส่วนใหญ่มักจะตามไม่ทันการชักชวน โน้มน้าวจากเจ้าหน้าที่ธนาคาร เรารู้แบบนี้แล้ว ดังนั้น

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ กับเงินฝากธนาคาร แตกต่างกันตรงไหน
ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ กับเงินฝากธนาคาร แตกต่างกันตรงไหน
เรามาดูกันดีกว่าว่าประกันชีวิตสะสมทรัพย์เหมือนหรือแตกต่างกับเงินฝากประจำอย่างไร

เรามาเริ่มที่เงินฝากธนาคารกันก่อน เพราะเป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยกัน ซึ่งเงินฝากธนาคารที่ให้ผลตอบแทนสูงก็มักเป็นเงินฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน หรือ 24 เดือน แล้วแต่ธนาคารจะกำหนดออกมา ผลตอบแทนส่วนใหญ่ก็จะประมาณ 2-3% ต่อปี หากบัญชีเงินฝากประจำยังไม่ถึงกำหนด ถ้าเราต้องการเงินก็สามารถถอนออกมาได้ เพียงแต่ดอกเบี้ยก็จะไม่เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดเท่านั้น โดยการฝากประจำประเภทนี้มักจะกำหนดวงเงินฝากขั้นต่ำ เช่น 50,000 บาทขึ้นไป ต่อครั้ง แต่ไม่กำหนดจำนวนครั้งในการฝาก หรือเงินฝากประจำประเภทที่กำหนดให้ฝากเงินเท่ากันทุกงวดติดต่อกันเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น เดือนละ 2,000 บาท ภายในเวลา 2 ปี โดยเราสามารถเลือกจำนวนเงินที่จะฝากในแต่ละเดือนได้

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ จ่ายสั้น คุ้มครองยาว เช่น 3/10 ก็คือ จ่าย 3 ปี คุ้มครอง 10 ปี หรือ 5/15 จ่าย 5 ปี คุ้มครอง 15 ปี เป็นต้น หมายความ ถ้าเราเลือกทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 3/10 เราจะต้องจ่ายเบี้ยประกันทั้งหมด 3 ปี แต่อีก 10 ปี ถึงจะได้นำเงินออกมาได้เต็มจำนวนที่เราจ่ายเบี้ยประกันไป โดยระหว่างทางที่จะถึง 10 ปี ก็อาจจะมีเงินปันผลให้ตามแต่ที่กรมธรรม์จะกำหนด แต่สิ่งหนึ่งที่คนขายประกันไม่เคยบอกเราเลยว่า เราจะเอาเงินออกมาก่อนกำหนดไม่ได้ เราจะหยุดส่งค่าเบี้ยประกันก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะถ้าเราทำแบบนั้นจะถือว่าเราทำผิดเงื่อนไขในกรมธรรม์ ที่เวลาเราทำประกันแล้วก็ไม่ค่อยได้อ่านกัน ผลก็คือ ถ้าต้องการเงินก่อนครบกำหนด เราจะไม่ได้เต็มจำนวนเบี้ยประกันที่เราส่งไป แต่จะได้ตามสัดส่วนที่กำหนดในกรมธรรม์ หรือถ้าเราหยุดส่งเบี้ยประกัน เงินที่เราเคยส่งมาก็จะหายไปแต่ก็อาจจะไม่ทั้งหมด เพราะบางกรมธรรม์ก็อาจจะมีเงินคืนมาให้บ้าง ถ้าถึงกำหนดเวลาในกรมธรรม์ ซึ่งก็จะนานมากจนเราลืมไปว่าเคยมีเงินก้อนนี้อยู่ และที่สำคัญของการทำประกันไม่เฉพาะแต่ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เท่านั้น การทำประกันชีวิต การทำประกันอุบัติเหตุ มีเงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ถ้าเราได้รับกรมธรรม์จากบริษัทประกันแล้ว เราไม่ถูกใจประกันที่เราทำไป เราจะต้องแจ้งยกเลิกการทำประกันนั้นภายใน 15 วัน กับบริษัทประกัน เพื่อให้เราได้รับเงินคืนเต็มจำนวนที่เราจ่ายไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอาจจะไม่ได้สนใจ หรือ เจ้าหน้าที่ไม่เคยบอก เพราะฉะนั้นอย่าลืมเด็ดขาดนะข้อนี้สำคัญมาก มาก…

แต่ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย ข้อดี ของประกันชีวิตแบบนี้ก็มี เพราะมันคือประกันชีวิต ซึ่งหากเราเป็นอะไร ครอบครัวของเราก็ได้เงินก้อนที่เราสะสมไว้ รวมกับทุนประกันตามเงื่อนไขของกรมธรรม์แต่ละประเภท เพราะฉะนั้นก่อนทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ สิ่งที่เราต้องคำนึงถึง คือ เงินที่จะจ่ายค่าเบี้ยประกันต้องเป็นเงินที่ไม่เกี่ยวกับการใช้จ่ายฉุกเฉินของเรา และเรามีความสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันด้วยจำนวนที่เท่ากันทุกเดือนเป็นเวลามากกว่า 1 ปีได้ ถ้าเรามีความสามารถการประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ก็เป็นทางเลือกในการออมเงินให้ทั้งกับตัวเราและครอบครัวของเราได้






อยากสร้างหลักประกันให้ชีวิตและครอบครัว โทร.หรือ Add line: 092 365 9839